โรคต้อเนื้อ

อาการ อาการเริ่มแรกจะมีเคืองตา แสบตา ตาแห้ง มีตุ่มแดงนูนหรือตุ่มเหลืองนูนขึ้นที่เยื่อตาขาวใกล้กับตาดำ

เรียกว่า 'ต้อลม' หากตุ่มนี้โดนแดด โดนลมมากจะมีการอักเสบนูนมากขึ้น เส้นเลือดขยาย อาการจะค่อยๆ เป็นมากขึ้น จากจุดเล็กกลายเป็นแผ่นเนื้อเยื่อสามเหลี่ยมสีเหลืองเรียกว่า 'ต้อเนื้อ' มีอาการปวด ระคายเคืองเล็กน้อย เวลาอักเสบจะปวด แสบตา คันตา และระคายเคืองมากขึ้น แต่ไม่ได้มีอันตรายร้ายแรง ส่วนใหญ่ต้อเนื้อมักเป็นที่ด้านหัวตา แต่บางคนก็มีทั้งทีหัวตาและหางตา ถ้าเนื้องอกนี้เริ่มโตขยายเข้าสู่ตาดำมากขึ้นเรื่อยๆ จนปิดรูม่านตา ตรงกลางของตาดำ ก็จะบดบังการมองเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาร่วมสิบปี จึงต้องลอกต้อเนื้อออกก่อนที่จะมีเนื้อเยื่อเข้าไปในตาดำ

สาเหตุ เกิดจากการโดนแดด โดนลม ฝุ่นละอองมาก ทำให้เยื่อบุตาเสื่อม อักเสบหนาตัวขึ้น พบได้ในคนทั่วไป ทุกอาชีพ ตั้งแต่วัยทำงานไปจึงถึงวัยสูงอายุ พบมากในอาชีพที่ต้องเจอแดดเจอลมบ่อยๆ เช่น ชาวประมง ชาวนา คนทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่ขับขี่จักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวดกันน็อก เป็นต้น

การรักษา ถ้ามีอาการไม่มาก แต่มีอาการอักเสบจักษุแพทย์จะใช้ยาหยอดตาลดการอักเสบ แต่ถ้าต้อเนื้อยื่นไปถึงตาดำแล้ว แพทย์จะทำการผ่าตัดลอกเอาเยื่ออกไป ซึ่งอาจมีการวางแร่เข้าไปด้วยเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ผู้ป่วยต้องหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นทั้งหลายไม่ให้สัมผัสดวงตา เช่น สารที่ระคายเคือง ควัน ลม แสงแดดแรง เป็นต้น เพื่อชะลอไม่ให้ต้อเนื้อโตเร็ว ส่วนต้อเนื้อที่ลอกไปแล้วยิ่งต้องระวังสิ่งกระตุ้น เพราะมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นต้อเนื้อได้อีกสูง ซึ่งการรักษาในครั้งหลังๆ จะยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะต้อเนื้อที่ขึ้นใหม่มักจะแดง หนา และอักเสบมากกว่าเดิม

โรคตาต้อกระจก

อาการ มองเห็นไม่ชัดเจนเหมือนมีหมอกบัง ฝ้าฟาง ตามัว มองที่สลัวๆ ยิ่งไม่ชัด เป็นเพราะเลนส์แก้วตาขุ่น

ทำให้แสงไม่สามารถผ่านไปยังจอรับภาพได้อย่างสะดวก และเวลาเจอแสงสว่างที่เคยมองปกติจะรู้สึกตาพร่า มองดวงไฟเห็นแสงกระจายรอบดวงไฟ มักพบในวัย 50 ปีขึ้นไป ยิ่งอายุมากขึ้นจะมีโอกาสเป็นมากขึ้น หากผู้ป่วยทิ้งไว้นานไม่ยอมไปพบแพทย์ ประมาณ 1 ปี แก้วตาจะขุ่นขาวไปหมดทำให้มองไม่เห็น
สาเหตุของการเป็นต้อกระจกเกิดจาก
  • ความเสื่อมของตาตามอายุขัย
  • เกิดจากการถูกกระทบกระแทก ได้ัรับอุบัติเหตุ หรือเป็นโรคตาบ่อยครั้ง
  • การเป็นโรคเบาหวาน
  • การที่ดวงตาขาดสารอาหาร
  • การใช้ยาสเตียรอยด์บ่อยครั้ง
  • การทำงานกลางแจ้ง เจอแดดแรงบ่อยๆ ไม่ได้สวมแว่นกันแดด
  • การดื่มสุรา การสูบบุหรี่
การรักษา ควรไปพบแพทย์ตั้งแต่มีอาการตามัว ในรายที่เริ่มเป็นน้อยๆ แพทย์จะยังไม่รักษา เพียงแต่แนะนำให้ดูแลถนอมดวงตาให้ดี หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ไม่มียาที่ใช้กินหรือหยอดแก้อาการของต้อกระจกได้ จึงควรพบจักษุแพทย์เป็นระยะตามนัดเพื่อดูการดำเนินของโรค เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เรียกว่า 'ต้อสุก' จึงต้องทำการสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์และดูดเอาส่วนของต้อ กระจกที่สลายเป็นชิ้นเล็กๆ ออก และใส่เลนส์เทียมเข้าไปแทนที่ หากเป็นกับตาทั้งสองข้าง แพทย์จะทำการผ่าตัดทีละข้างโดยใช้เพียงยาชา ไม่จำเป็นต้องนอนพักในโรงพยาบาล แต่ต้องทำตามข้อปฏิบัติหลังการผ่าตัดและจะมองเห็นได้ชัดเจนภายใน 3-5 วัน
หากปล่อยทิ้งไว้ เมื่อต้อสุกและไม่ได้รับการผ่าตัดจะทำให้ตาบอดสนิทได้และพบว่าคนไทยเป็นโรค นี้ สาเหตุของโรคตาบอดมากถึงร้อยละ 70 ในบางรายที่ไม่ได้รักษาต้อกระจก จะทำให้แก้วตาบวม หรือหลุดลอยไปอุดกั้นทางระบายของของเหลวในลูกตา ทำให้ความดันภายในลูกตาสูงขึ้น กลายเป็นต้อหินได้ ทำให้มีอาการปวดตาลึกๆ อย่างรุนแรง
 

โรคภูมิแพ้ที่ตา

อาการ ตาจะแดง (เยื่อบุตาอักเสบเป็นสีแดง) เพราะระคายเคือง เส้นเลือดที่ดวงตาบวมทำให้ตาแดงแล้วจะ

จะมีขี้ตาเป็นเมือกเหนียว (ไม่ใช่หนอง) คันมากโดยเฉพาะหัวตา ยิ่งขยี้ตาจะยิ่งคันมากขึ้น น้ำตาไหลมาก และมักมีอาการแพ้ทางจมูกร่วมด้วย มีน้ำมูกไหล จามบ่อยๆ บางรายเยื่อบุตาจะบวมมาก และอาจบวมขึ้นอย่างกะทันหัน ในเด็กเล็กซึ่งไม่สามารถบอกให้ผู้ใหญ่เข้าใจได้ ผู้ปกครองสามารถสังเกตเห็นได้ว่าเด็กจะชอบขยิบตาหรือขยี้ตาทั้งสองข้างบ่อยๆ เมื่อเริ่มมีอาการเยื่อบุตาขาวจะแดงเรื่อ แต่เมื่อมีอาการเรื้อรัง เยื่อบุตาขาวจะมีสีน้ำตาล-แดง ผู้ที่มีโรคภูมิแพ้ที่ตา มักจะมีอาการแพ้อย่างอื่นอยู่แล้ว เช่น ไข้ละอองฟาง หอบหืด และโรคแพ้ของผิวหนัง
สาเหตุ เกิดจากดวงตาสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นผงเข้าตา แพ้ละอองเกสร ไรฝุ่น หรืออาจเป็นสารเคมี เป็นต้น ซึ่งอาจมีอาการในฤดูฝนที่มักมีสารก่อภูมิแพ้อยู่ในอากาศมาก หรือบางคนอาจเป็นตลอดทั้งปีก็ได้ โรคนี้พบมากในเด็กโตและวัยย่างเข้าวัยผู้ใหญ่ หากเกิดจากแพ้ไรฝุ่นบนที่นอนผู้ป่วยจะแสดงอาการมากในช่วงกลางคืนเมื่อเข้า นอน และหลังตื่นนอนในตอนเช้า
การรักษา ควรพยาบามสังเกตว่าสาเหตุเกิดจากอะไร จะได้เลี่ยงสิ่งนั้น เช่น กำจัดไรฝุ่น และฝุ่นละอองบนที่นอนและหมอน ผ้าห่ม เป็นต้น ปัจจุบันมีหมอนและที่นอนป้องกันไรฝุ่นด้วย กรณีที่ปวดและคันให้ประคบน้ำแข็งเพื่อช่วยบรรเทาอาการคันและรู้สึกสบายขึ้น การใช้ยารักษาควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ มียาแก้แพ้ชนิดหยอดตา หรือยาชนิดรับประทาน แพทย์จะเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับอาการและความรุนแรงของโรค

มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลูคีเมีย

อาการ ระยะเริ่มแรกจะยังไม่มีอาการผิดปกติ ต่อมาจึงเริ่มมีโลหิตจางมีจ้ำเลือดสีเขียวตามตัว เลือดออกง่าย

มีเลือดกำเดาบ่อย เลือดออกตามไรฟัน หน้ามืด เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย ไข้ต่ำๆ อย่างเรื้อรังแรมเดือน ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งบวมโต เช่น คอ ขาหนีบ รักแร้ เป็นต้น
สรุปอาการที่ชวนสงสัย
  • เลือดจาง ซีด
  • หน้ามืด เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย
  • เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนัง เหงือก เป็นจ้ำตามตัว
  • ต่อมน้ำเหลืองโต อาจพบก้อนในท้องเนื่องจากตับ ม้ามโต
  • โรคติดเชื้อได้ง่าย เป็นบ่อย มีไข้เรื่อยๆ
เมื่อเซลล์มะเร็งเกิดการแพร่กระจายไปยังตับและม้าม ก็จะทำให้ตับโตและม้ามโตได้ และถ้าหากเซลล์มะเร็งเกิดการแพร่กระจายไปยังกระดูกก็จะส่งผลทำให้มีอาการปวด กระดูกและข้อ เด็กจะซึมเพราะความเจ็บป่วย รูปร่างผอมลงรับประทานอาหารไม่ค่อยได้ เซลล์มะเร็งแพร่ไปทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะไขกระดูกจะสร้างเม็ดเลือดที่ดีได้น้อยลง
สาเหตุ เกิดจากมีการสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดผิดปกติออกมามาก และจะไปรบกวนการสร้างเม็ดเลือดปกติ ทำให้จำนวนเม็ดเลือดขาวที่ปกตินั้นมีจำนวนลดน้อยลง เกล็ดเลือดน้อยลงทำให้มีเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจ้ำๆ และมีเลือดกำเดา เลือดหยุดไหลได้ยาก มีการติดเชื้อง่ายเพราะเม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่กำจัดเชื้อโรคมีน้อยลง
ปัจจัยเสี่ยง
  • การสัมผัสกับกัมมันตภาพรังสี
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม
  • การติดเชื้อไวรัส
  • สัมผัสสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ยาฆ่าแมลง น้ำมันเบนซิล สีทาบ้าน ควันรถ ควันพิษต่างๆ เป็นต้น

มะเร็งเม็ดเลือดขาว มีชื่อเรียกที่รู้จักกันดีว่า ลูคีเมีย (leukemia) แบ่งออกเป็น ชนิดเฉียบพลัน ซึ่งมีอาการรุนแรงกว่า และชนิดค่อยๆ เป็นอย่างเรื้อรัง มะเร็งเม็ดเลือดขาว ชนิดเฉียบพลัน (Acute leukemia) เกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดตัวอ่อนอย่างรวดเร็ว ทำให้เม็ดเลือดขาวที่ปกติมีน้อยมาก อาการผิดปกติจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มะเร็งชนิดนี้มักเกิดกับเด็ก โดยผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายในไม่กี่เดือน
มะเร็งเม็ดเลือดขาว ชนิดเรื้อรัง (Chronic leukemia) เกิดจากร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดที่ผิดปกติออกมาทั้งตัวอ่อนและตัวแก่เป็น ชนิดที่ผิดปกติจำนวนมาก ยังคงมีเซลล์เม็ดเลือดที่ปกติอยู่พอสมควร เม็ดเลือดขาวที่มากขึ้นนี้จะไปอยู่ตามอวัยวะต่างๆ อย่างเช่น ต่อมน้ำเหลือง ตับ และม้าม ทำให้อวัยวะดังกล่าวโตขึ้นกว่าปกติจนคลำได้ มะเร็งชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ บางครั้งมีการสร้างเม็ดเลือดเพิ่มขึ้นมาก เกล็ดเลือดเพิ่มมาก จนก่อปัญหาอุดตันในหลอดเลือด

การวินิจฉัย การตรวจวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาวทำได้ง่าย เจาะเลือดเพียงเล็กน้อย ตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ดูลักษณะเม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติ จำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นมาก หากยังสงสัยแพทย์อาจทำการเจาะตรวจไขกระดูกหรือน้ำไขสันหลังจากกระดูกสันหลัง
การรักษา ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว การตอบสนองต่อการรักษา ด้วยยาเคมีบำบัด และอายุของผู้ป่วยด้วย
  1. ส่วนใหญ่ใช้วิธีเคมีบำบัด สามารถให้ได้ทั้งทางฉีดและการกิน มะเร็งบางชนิดอาจต้องให้เข้าไขสันหลัง ผู้ป่วยแต่ละรายมักจะต้องได้เคมีบำบัดหลายรอบ หลายครั้ง โดยทั่วไปประมาณ 3-6 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 2-3 เดือน
  2. เคมีบำบัดทำลายเซลล์ปกติด้วย ดังนั้นอาการข้างเคียงจึงเกิดจากการที่เซลล์ปกติถูกทำลาย ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ผมร่วง เป็นหมัน
  3. การใช้รังสีรักษา ฉายไปที่อวัยวะบางแห่งที่เป็นมะเร็ง อย่างเช่น ม้าม อัณฑะ หรืออาจใช้ฉายรังสีทั้งตัวเพื่อเตรียมการปลูกถ่ายไขกระดูกบริเวณที่ฉายแสงขน หรือผมจะร่วง ผิวบริเวณดังกล่าวจะแห้ง คันห้ามใช้โลชั่นหรือครีมใดๆ ก่อนปรึกษาแพทย์
  4. ใช้วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูกของคนปกติฉีดเข้าไป ผู้ป่วยจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาล จนกระทั่งร่างกายสามารถสร้างเม็ดเลือดได้เอง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เลือดออกผิดปกติ แต่โอกาสหายขาดก็มีสูง และช่วยให้โรคสงบได้เร็ว
  5. การสร้างภูมิคุ้มกัน โดยการใช้อินเตอเฟียรอนกับเซลล์มะเร็งได้บางชนิด
ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวหลายรายสามารถรักษาให้หายขาดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาวและสภาพร่างกายทั่วไปของผู้ ป่วย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 1-10 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของมะเร็งเม็ดเลือดขาว
นอกจากรักษาตัวโรคคูลีเมียเอง ยังต้องป้องกันและรักษาโรคแทรกซ้อนและมักต้องได้รับเลือดบริจาคเลือดเข้าไป ชดเชย เพื่อให้ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงมากพอที่จะทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงร่าง กาย หากมีเกล็ดเลือดต่ำ มีอาการเลือดออก ก็ต้องให้เกล็ดเลือด


ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง

  1. ออกกำลังกายพอเหมาะและสม่ำเสมอ นอกจากช่วยให้กล้ามเนื้อของร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยขับของเสียผ่านทางเหงื่อและเพิ่มปริมาณการไหลเวียนเลือด ทำให้เซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิต้านทานทำลายสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่บริเวณอวัยวะต่างๆ ได้เร็วขึ้น
  2. ควบคุมน้ำหนักตัว พบว่าโรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็งมดลูก ถุงน้ำดี และลำไส้ใหญ่ การลดน้ำหนักด้วยออกกำลังกายควบคู่กับลดอาหารที่ให้พลังงานสูงจะช่วยป้องกัน มะเร็งเหล่านี้ได้
  3. รับประทานอาหารให้ครบถ้วนเพียงพอ ครบ 6 หมู่ และถูกสัดส่วนไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป โดยเฉพาะอาหารเสริมภูมิต้านทานอย่างเช่น ผัก ผมไม้ ที่มีเบตาคาโรทีน วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี และแร่ธาตุบางชนิด ได้แก่ ซีลีเนียม และสังกะสี ซึ่งมีผลเพิ่มการสร้างเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน
    • รับประทานผักตระกูลกะหล่ำให้มาก เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด บรอกโคลี ฯลฯ เพื่อป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งกระเพาะอาหาร
    • รับประทานอาหารที่มีกากใยมาก เช่น ผักผลไม้ ข้าวซ้อมมือ ข้าวโพด และเมล็ดธัญพืชอื่นๆ เพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่
    • รับประทานอาหารที่มีไวตามินซีสูง เช่น ผักสด ผลไม้ต่างๆ เป็นต้น เพื่อป้องกันมะเร็งหลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร และช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
    • ดื่มน้ำเปล่ามากๆ วันละ 6-8 แก้ว ดื่มเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน น้ำจะช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งและความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจ ส่วนบนที่จะช่วยป้องกันและดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ช่วยให้การขับถ่ายของเสียออกทางเหงื่อหรือปัสสาวะเป็นไปโดยดี กระบวนการทางเคมีของร่างกายล้วนอาศัยน้ำเป็นตัวช่วย
  4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ได้แก่
    • อาหารที่มีราขึ้น เช่น ถั่วลิสง ข้าวโพด พริก ขนมปัง ฯลฯ อาหารที่มีราขึ้น โดยเฉพาะสีเขียว-เหลือง จะมีสารอัลฟาทอกซินปนเปื้อน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับ
    • ลดอาหารมัน อาหารที่มีไขมัีนสูงจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ และต่อมลูกหมาก
    • อาหารปิ้ง-ย่าง จนไหม้ มีสารเฮทเทอโรซัยคลิกเอมีน ทำให้เป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ
    • หลีกเลี่ยงสารโพลีโซคลิกอโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน ซึ่งพบในอาหารรมควัน เช่น ปลารมควัน ไส้กรอกรมควัน ทำให้เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น
    • หลีกเลี่ยงไนโตรซามีน พบในอาหารที่ใส่ดินประสิว เกลือไนไตรท์ เช่น แหนม ไส้กรอก แฮม กุนเชียง เป็นต้น ทำให้เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่
    • หลีกเลี่ยงสีย้อมผ้า พบในอาหารใส่สี เช่น กุ้งแห้ง ขนม ลูกอม ผมไม้แช่อิ่ม เป็นต้น ทำให้เป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
    • อาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น ก้อยปลา ปลาจ่อม ปลาร้า ฯลฯ จะทำให้เป็นโรคพยาธิใบไม้ตับ และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของท่อน้ำดีในตับ
    • หยุดสูบบุหรี่และเลี่ยงควันบุหรี่ การสูบบุหรี่จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด กล่องเสียง ฯลฯ การเคี้ยวยาสูบจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งช่องปากและช่องคอ
    • ลดการดื่มอัลกอฮอล์ ดื่มอัลกอฮอล์จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งช่องปาก ช่องคอ กล่องเสี่ยง และหลอดอาหาร
  5. อย่าตากแดดจัด เพราะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง
  6. ลดความเครียด อารมณ์เครียดจะส่งผลเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเครียด ด้วยการฟังเพลง ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ฯลฯ
  7. นอนหลับให้เพียงพอ การนอนไม่พอนั้นมีผลลดการสร้างเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน ระหว่างการนอนหลับจะมีการซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ ในเด็กจะมีการหลั่งฮอร์โมนเสริมสร้างการเจริญเติบโต
  8. ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี ช่วยให้พบโรคในระยะเริ่มแรกได้ก่อนที่จะมีอาการ

มะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer)

จันทิมา อายุ 35 ปี เธอเป็นคนที่รักเด็กมาก หลังจากแต่งงานได้ 10 ปี เธอก็มีลูกสมใจแต่ครึ่งปีหลังจากนั้น
เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เธอรู้สึกปวดท้องประจำเดือนอยู่เสมอ อันที่จริงแล้วก่อนตั้งครรภ์ประมาณ 1 ปี เธอได้รับการตรวจภายใน และผลตรวจที่ออกมา เธอเป็นโรเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เธอจึงไปพบหมอและได้รับคำแนะนำว่ามีผู้หญิงเป็นโรคนี้มากถึง 1 ใน 5 ต้องอาศัยการดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เพราะอาจส่งผลให้เป็นหมันได้ ซึ่งเธอก็ปฏิบัติตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัด ครึ่งปีหลังจากนั้น เธอก็ตั้งครรภ์อย่างที่ต้องการ แต่แล้วก็เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนขึ้นมาอีกครั้ง แถม 1 ปี ให้หลังกางเกงที่่เคยใส่ได้เป็นปกติก็กลับใส่ไม่ได้ และเธอยังปวดบริเวณท้องน้อยทั้งที่ยังไม่ถึงช่วงมีประจำเดือน สำคัญคือ ตั้งแต่เธอคลอดลูก 2 ปีนี้ เธอยังไม่เคยไปรับการตรวจเลยตอนนี้เธอเริ่มเกิดอาการแปลกๆ ขึ้น เธอรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกแล้วก็ไอมากขึ้น ถ้าเป็นหวัดก็จะส่งผลไม่ดีต่อลูก ดังนั้นเธอจึงไปรับการตรวจที่โรงพยาบาล และพบจุดสีขาวที่บ่งบอกถึงลางร้ายปรากฎอยู่ เธอมีเซลล์มะเร็งอยู่ในปอด เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้!
กลุ่มเสี่ยง
กลุ่มของมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุพบมากในกลุ่มคนอายุมากกว่า 50-60 ปี แต่มะเร็งรังไข่ทั่วไปสามารถพบได้ในเด็กอายุน้อยกว่า 20 ปี โดยปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องประมาณ 20% ความเสี่ยงจะอยู่ที่กลุ่มผู้หญิงที่มีการตกไข่ต่อเนื่องโดยไม่เว้นพักการตกไข่ เช่นการตั้งครรภ์ หรือในกลุ่มคนที่ทานยาคุมกำเนิดซึ่งไปยับยั้งการตกไข่ เพราะฉะนั้นกลุ่มคนที่ทานยาคุมกำเนิดมีการศึกษาพบว่า เป็นมะเร็งรังไข่น้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ทานยาคุมกำเนิด
อาการที่พึงระวัง
ปกติการปวดประจำเดือนจะมี 2 ลักษณะคือ ปวดวันแรก หรือก่อนมีประจำเดือน 1 วัน ซึ่งหลังจากนั้นอาการจะดีขึ้น หรือเมื่อไปออกกำลังกายแล้ว อาการดีขึ้นหรือปวดเล็กน้อยแต่สามารถทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่หากมีอาการปวดตั้งแต่ประจำเดือนมาจนกระทั่งหมด หรือปวดรุนแรงจนตัวบิดงอต้องรีบไปพบแพทย์ รวมไปถึงคนที่เคยตรวจพบว่าเป็นโรคนี้
ลักษณะของโรค
เยื่อบุมดลูกเป็นเยื่อที่อยู่ภายในมดลูกเมื่อใกล้ระยะเวลาไข่สุด เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหนาขึ้นเพื่อรอการปฏิสนธิ แต่หากไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นในแต่ละเืดือน เยื่อบุโพรงมดลูกจะลอกหลุดออกมาพร้อมกับเลือดกลายเป็นประจำเดือน ส่วนโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่นั้น เกิดจากการที่มีเนื้อเยื่อเกิดขึ้นนอกมดลูกตามที่ต่างๆ เช่น บริเวณรังไข่ เมื่อมีประจำเดือน เยื่อบุมดลูกจะขยายตัว กรณีที่ไปอยู่ในบริเวณที่มีเส้นประสาทรองรับ เช่น อยู่ด้านหลังมดลูก ก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนและเสี่ยงต่อการเป็นหมันได้ ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลว่าจะไม่สามารถมีบุตรได้
ส่วนการเกิดมะเร็งในรังไข่ซึ่งมีความร้ายแรงถึงขึ้นเสียชีวิตนั้น มีสาเหตุเิริ่มต้นมาจากการปวดประจำเดือนหลังคลอดลูกเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญผิดที่ หากอักเสบเรื้อรังไม่ได้รับการรักษาก็จะเปลี่ยนไปเป็นโรคมะเร็งได้ โดยเซลล์มะเร็งจะทำให้ท้องน้อยขยายใหญ่ขึ้นและมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง แม้จะไม่ใช่เวลาของการมีประจำเดือนซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายบ่งบอกถึงอาการของโรคมะเร็งรังไข่ ซึ่งลักษณะพิเศษของมะเร็งรังไข่ก็คือ เซลล์มะเร็งจะแพร่ขยายอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากมีอาการแสดงให้เห็นน้อยทำให้ไม่สามารถสังเกตได้ง่าย ทำให้หลายคนที่เป็นโรคนี้กว่าจะตรวจรู้ว่าเป็นมะเร็งก็ลามไปถึงปอดแล้ว ส่วนสาเหตุของมะเร็งที่รังไข่นั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าการบริโภคไขมันจากสัวต์ในปริมาณมากเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งรังไข่
อาการของโรคมะเร็งแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 ตัวมะเร็งจะอยู่เฉพาะในรังไข่ ซึ่งสามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดแต่ส่วนใหญ่มักจะตรวจไม่พบในระยะแรกโดยกว่า 70% ของมะเร็งรังไข่จะตรวจพบเมื่อเชื้อมะเร็งเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือ 4 ไปแล้ว เนื่องจากระยะแรกๆ มักจะไม่มีอาการใดปรากฎให้เห็น จนกระทั่งระยะที่ 3 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งกระจายเข้าไปในเยื่อบุช่องท้องแล้ว และเข้าไปสร้างสารน้ำต่างๆ ทำให้ท้องของคนไข้ขยายใหญ่อย่างรวดเร็วเนื่องจากมีน้ำในท้อง มีอาการตึงและแข็ง ส่วนระยะที่ 4 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งกระจายอย่างรวดเร็วไปที่ปอด ส่วนจำนวนผู้ตายจากมะเร็งรังไข่นั้น มีถึง 4,000 คนต่อปี และเพิ่มจำนวนขึ้นถึง 8 เท่าในรอบ 50 ปี ส่วนใหญ่แล้วโรคเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบนี้เป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่ก็ไม่ควรประมาท ถ้าปล่อยปละละเลยไม่รีบรักษา อาจจะพัฒนาไปสู่โรคมะเร็งรังไข่ได้
วิธีการรักษา
เนื่องจากมะเร็งเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่สามารถป้องกันหรือยับยั้งการเกิดของโรคได้หากพบอาการผิดปกติ เช่น มีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง หรือคนที่พบว่าเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ ซึ่งการตรวจมะเร็งรังไข่ แพทย์จะตรวจวัดค่าของสาร CA125 ซึ่งเป็นสารที่ผลิตออกมาจากเยื่อบุอวัยวะในร่างกายเรา เช่น ตับอ่อน รวมถึงที่รังไข่ด้วย โดยค่าปกติจะอยู่ที่ 0-35 ยูนิตต่อมิลลิลิตร แต่อาจมีค่าปกติที่สูงกว่านี้แต่เป็นค่าปกติที่ไม่ได้เป็นมะเร็งก็ได้ ถ้าคนที่เป็นมะเร็งรังไข่มาตรวจ ค่าจะสูงมากกว่า 35 แต่กรณีเป็นมะเร็งในระยะที่ 1 บางทีอาจจะไม่แสดงอาการ ซึ่งหมอสามารถจะตรวจสาร CA125 เพื่อช่วยวางแผนในการผ่าตัดเผื่อในกรณีการเป็นมะเร็งไว้ด้วย เพราะลักษณะการผ่าตัดจะไม่เหมือนกัน
รู้ไว้ ไกลโรค
หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานผักผลไม้เป็นประจำ ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันจากสัตว์ เพราะการรับประทานไขมันจากเนื้อสัตว์ในปริมาณมากเป็นปัจจัยร่วมอย่างหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็งในรังไข่

โรคเส้นเลือดสมองอุดตัน

เส้นเลือดสมองมีการอุดตันเล็กน้อยชั่วคราว อาจมีเพียงอาการปวดศีรษะรุนแรง ร่วมกับมีอาการทางสมองคือ
ความรู้สึกสับสน การทรงตัวไม่ดี แขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งชา หรืออ่อนแรงลง มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนด้วย หรือพูดไม่ชัด กลืนน้ำลายลำบาก หรือการมองเห็นผิดปกติ ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นเพียงชั่วครู่และหายไปได้เองเมื่อมีเลือดไปไหลเวียน ที่สมองส่วนนั้นได้อีกครั้ง อาการของสมองที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย และเป็นอาการเตือนที่ต้องระวัง ต้องไปโรงพยาบาลทันที
หากมีหลอดเลือดอุดตันชั่วคราวหลายๆ ครั้งจะกลายเป็นการอุดตันอย่างถาวร (Thrombotie Stroke) ซึ่งจะทำให้เนื้อสมองขาดออกซิเจน หากขาดออกซิเจนนานจะทำให้เนื้อสมองตายได้ ผู้ป่วยจะปวดศีรษะมากที่สุดอย่างฉับพลันและหมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นมาจะพบว่าตนเองเป็นอัมพาตครึ่งตัว (ซีกเดียว) หรืออัมพาตทั้งสองซีกของร่างกาย
ส่วนการปวดศีรษะจากเส้นเลือดสมองแตกนั้น ผู้ป่วยจะปวดศีรษะทันทีปวดมากและเซื่องซึมลง อ่อนแรง แขนและขาข้างใดข้างหนึ่ง ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยมากขึ้น เริ่มเป็นตั้งแต่อายุน้อยเพียง 20 ปีกว่าก็มี
การักษา
เวลาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแตก ตีบและตัน ควรได้รับการรักษาภายใน 3 ชั่วโมงหลังมีอาการ ระหว่างนำส่งโรงพยาบาลควรให้ผู้ป่วยนอนตะแคงเพื่อป้องกันไม่ให้มีการสำลัก น้ำลายอุดกั้นทางเดินหายใจ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่วยบอกได้ว่าเป็นเส้นเลือดสมองแตกหรือเส้นเลือดอุด ตัน หากพบเลือดในน้ำไขสันหลังบ่งบอกว่าเป็นโรคเส้นเลือดสมองแตก
แพทย์อาจจะใช้ยาฉีดเพื่อละลายลิ่มเลือดให้เลือดไหลเวียนได้ปกติ แต่ยานี้จะใช้ได้ในบางรายเท่านั้น และรักษาตามอาการ ต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อสังเกตอาการ จากนั้นจะมีการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย ซึ่งหากได้รับการรักษาเร็วและทำกายภาพต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมงที่บ้านด้วย มีโอกาสหายจากอัมพาตได้
โรคนี้มักเป็นกับผู้ที่มีโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว ไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง และโรคที่ทำให้หลอดเลือดตีบ เช่น โรคเอสแอลอี โรคหลอดเลือดอักเสบ เป็นต้น โรคหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจตีบหรือรั่ว กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด มีเนื้องอกในห้องหัวใจ เป็นต้น
ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมักเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่จัด ดื่มสุรา ชอบอาหารไขมันสูง มีความเครียดสูง

โรคเนื้องอกในสมอง

อาการ ปวดศีรษะตื้อๆ ลึกๆ เป็นบางจุดที่เป็นเนื้องอก ซึ่งพบว่าโรคนี้สามารถเกิดได้ในทุกๆ ส่วนของสมอง

มักปวดตอนดึกและตอนเช้า พอสายอาการทุเลาลง บางครั้งมีคลื่นใส้ อาเจียน เพราะความดันที่เพิ่มขึ้นในสมอง หลังอาเจียนแล้วอาการปวดศีรษะจะบรรเทาลง บางรายมีอาการมึนงง วิงเวียนศีรษะ เมื่อเกิดอาการแล้วจะรุนแรงมากขึ้นและไม่หายขาดไปเอง ผู้ที่ปวดศีรษะจากเนื้องอกสมองมักจะมีอาการอ่อนแรง หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกและความจำ หรือมีอาการชัด เมื่อเป็นมากอาจมีอาการตามัวเห็นภาพซ้อน ตาเหล่ จนถึงตาบอด เนื่องจากเส้นประสาทในสมองถูกกดทับขึ้นอยู่กับว่าเนื้องอกเป็นที่ตำแหน่งใด ของสมอง เนื้องอกในสมองเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนักเมื่อเทียบกับเนื้องอกของอวัยวะ อื่นๆ เกิดได้กับคนทุกอายุทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม สาเหตุของโรคยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุ แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงหลายๆ ปัจจัย เช่น
1.ไวรัสเอดส์
2.สารเคมีกลุ่มไนโตรโซคอมปาวด์ ยาฆ่าแมลง
3.รังสีที่ได้รับโดยตรงบริเวณสมอง
4.ได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
5.สารเคมีในโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเลียม
โดยคาดว่าน่าจะมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการรวมกันทำให้เกิดโรคนี้ขึ้นมา ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยเฉพาะ
การวินิจฉัย หากมีอาการปวดในลักษณะนี้ควรนึกถึงโรคเนื้องอกในสมอง หรือการมีพยาธิสภาพในสมอง ซึ่งควรรีบไปพบแพทย์ ซึ่งจะต้องตรวจอย่างละเอียดด้วยการตรวจคลื่นสมอง หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการฉีดสารทึบแสงเอกซเรย์หลอดเลือดสมองเพื่อถ่ายภาพตำแหน่งของเนื้องอก หรือ การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ซึ่งเป็นการตรวจทางรังสี ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าให้การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องแม่นยำมาก บางครั้งอาจต้องตรวจเพิ่มเติมด้วยการเจาะน้ำไขสันหลัง ตรวจดูหาเซลล์มะเร็งหรือหาสารบางประเภทที่ช่วยในการวินิจฉัย บางกรณีอาจต้องตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งอาจทำโดยเจาะผ่านทางกะโหลก
การรักษา แพทย์มักรักษาด้วยการผ่าตัดสมองเป็นวิธีแรก ตามด้วยรังสีรักษาหรือเคมีบำบัด โดยเฉพาะในรายที่พบว่าก้อนมีขนาดใหญ่และเนื้องอกที่ระยะยาวอาจเปลี่ยนชนิด เป็นเนื้อร้ายก็ได้ก็ควรได้รับการผ่าตัด
เท่าที่ผ่านมาผู้ป่วยมักมาหาแพทย์เมื่อมีอาการมากแล้ว การรักษาจึงมักไม่ค่อยได้ผลดี ส่วนรายที่ได้ผลดีนั้นมักเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง เช่น มีลักษณะเป็นก้อนไม่ใหญ่และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ เป็นต้น
การผ่าตัดมีข้อจำกัดในรายที่มีการลุกลามเฉพาะที่อย่างมากจนแพทย์ไม่ สามารถผ่าตัดออกได้หมด หรือในรายที่มีก้อนเนื้ออยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถจะผ่าตัดออก เพราะอาจทำให้เกิดความพิการ หรืออันตรายถึงแก่ชีวิต เช่น อยู่ที่ตำแหน่งก้านสมอง เป็นต้น
การฉายรังสีจะให้ครอบคลุมเฉพาะบริเวณก้อนเนื้อที่เป็นเท่านั้น แต่ถ้าเป็นมะเร็งในสมองที่มีความรุนแรงมาก การรักษาอาจต้องครอบคลุมเนื้อสมองกว้างขึ้น หรือทั้งสมองก็ได้ ภายหลังจากที่สิ้นสุดการรักษาแล้วแพทย์จะทำการนัดตรวจติดตามอาการของผู้ป่วย อย่างต่อเนื่องนาน 3 ปี มีการซักถามประวัติและตรวจร่างกาย รวมทั้งอาจส่งทำการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น การตรวจสมองด้วยเครื่องตรวจสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นต้น

เครียด ไมเกรน และคลัสเตอร์


โรคที่ทำให้มีอาการปวดศีรษะ เช่น เมื่อมีปัญหากับสมองโดยตรง เช่น หลอดเลือดในสมองแตก เนื้องอกใน
สมอง มะเร็งสมองจะมีอาการปวดมากๆ เนื้องอกในสมองจะปวดมาก โดยเฉพาะเวลาตื่นนอนในตอนเช้า, เมื่อความดันในกระโหลกศีรษะสูง, ความเครียด ทำให้ปวดตึงหน้าผาก ขมับ ท้ายทาย, ไมเกรน ปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง, ความดันโลหิตสูง ปวดมึนเวลาความดันโลหิตขึ้นสูง, โรคต้อหิน ปวดศีรษะจากโรคต้อหิน ซึ่งในคนที่มีความดันตาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (ต้อหินเฉียบพลัน) จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะบริเวณหน้าผาก ตาแดง เห็นแสงเป็นวง, ภาวะมีไข้สูง เช่น ไข้มาลาเรีย ทำให้ปวดศีรษะมากเวลาจับไข้ เป็นต้น, พยาธิขึ้นสมอง จะปวดมากอย่างไม่เป็นเวลา, ฯลฯ
อาการปวดศีรษะแต่ละอย่างนั้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่ค่อนข้างพอจะจำแนกโรคได้ อย่างเช่น ปวดศีรษะจากความเครียดมักเกิดขึ้นที่บริเวณขมับ ท้ายคอ และอาจมาถึงต้นคอ แต่ปวดศีรษะจากไมเกรนมักเป็นกับศีรษะข้างเดียวเสมอ โดยมีสิ่งกระตุ้นเหมือนๆ เดิมที่ทำให้ปวดไมเกรน การได้ตรวจสอบดูแลอาการตนเองและพอจะวินิจฉัยได้ด้วยตนเองว่าเป็นโรคอะไรจะ ช่วยในการดูแลตนเองเบื้องต้นได้อย่างถูกวิธีโดยไม่ต้องไปพบแพทย์บ่อยครั้ง เกินไปในชั่วชีวิตหนึ่งอาการปวดศีรษะส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อตึงเครียด หรือ ความผิดปกติของหลอดเลือด ซึ่งมีโรคหลายชนิดที่เกิดกับเนื้อเยื่อที่สมอง กล้ามเนื้อ เส้นเลือดรอบหนังศีรษะทำให้ปวดศีรษะ แต่ก็มีหลายโรคซึ่งเกิดจากพยาธิสภาพขึ้นที่ใบหน้าและไม่มี
นอกจากนั้นยังพบอาการปวดศีรษะที่มีสาเหตุอื่นๆ เช่น
  • อาการปวดศีรษะที่เกิดจากสาเหตุกระดูกและกล้ามเนื้อต้นคอ ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดปกติของกระดูกต้นคอ เช่น กระดูกอักเสบ ข้อเสื่อม หมอนกระดูกทับเส้นประสาท หรือเกิดจากกล้ามเนื้อต้นคอมีอาการเกร็งเนื่องจากการที่อยู่ผิดท่าเป็นเวลา นานๆ
  • อาการปวดศีรษะจากไซนัสอักเสบ ผู้ป่วยจะมีไข้ น้ำมูกไหล มักจะปวดรอบตา แก้ม หรือบริเวณหน้าผาก เช้าๆ ตื่นมาไม่ปวดมาก สายๆ จะปวดมากขึ้น เวลาเคลื่อนไหวศีรษะจะปวดมากขึ้น

เครียด ไมเกรน และคลัสเตอร์ - ปวดศีรษะจากความเครียด

ปวดศีรษะจากความเครียด
อาการ ปวดศรีษะเวลาเครียด เกิดขึ้นที่ขมับสองข้าง รวมทั้งหน้าผากและท้ายทอย เหมือนมีอะไรมาบีบรัดจนหนักหัว เพราะมีหการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะ ต้นคอ ขากรรไกร หากเรื้อรังอาจปวดลามไปถึงหัวไหล่ ส่วนใหญ่ปวดเป็นเวลานาน อาการปวดจะหายเมื่อผ่านไป 1-4 ชั่วโมง บางคนเครียดแล้วมีอาการแน่นหน้าอกด้วย ใจสั่น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง และอาจนอนหลับยากด้วย
ผลข้างเคียง เครียดบ่อยอย่างเรื้อรังจะมีผลรบกวนการทำงานของกระเพาะอาหาร กรดในกระเพาะอาหารหลั่งมากเกินไป ทำให้ความดันโลหิตสูง รบกวนการนอนหลับ จิตใจไม่สบาย คิดอะไรไม่ค่อยออก และรบกวนการทำงาน หากมีปัญหาเครียดมากจนไม่อาจแก้ด้วยตนเองได้ควรพบแพทย์ ซึ่งจะมียาคลายเครียดและควรหาทางผ่อนคลายเมื่อมีความเครียด อย่าตั้งเป้าหมายไว้สูง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การรักษา ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบความผิดปกติ นอกจากข้อมูลการปวดศีรษะที่ผู้ป่วยเล่าให้แพทย์ฟัง อาจทานยาแก้ปวดพาราเซตามอล เมื่อมีอาการปวด อีกทางเลือกหนึ่งคือ การนวดแผนไทยเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายอารมณ์ ฝึกสมาธิ ฝึกโยคะ จัดระเบียบชีวิตให้รู้ถึงความสำคัญก่อน-หลัง โรคนี้สามารถหายขาดได้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยเป็นสำคัญ นอกจากนั้นเวลาทำงานควรมีอิริยาบถที่ถูกต้อง ท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน ท่าก้มเก็บของ คนที่ต้องนั่งโต๊ะทำงานควรจัดให้เก้าอี้สูงพอดีกับการวางมือเขียน สายตาก้มลงเล็กน้อย แสงสว่างพอเหมาะเพื่อป้องกันความเครียดจากท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม

เครียด ไมเกรน และคลัสเตอร์ - ปวดศีรษะจากไมเกรน


ปวดศีรษะจากไมเกรน
อาการ ส่วนใหญ่ปวดศีรษะข้างเดียวเป็นๆ หายๆ (สองในสามของผู้ป่วยจะปวดข้างเดียว อีกหนึ่งในสามจะปวดศีรษะทั้งสองข้าง) ปวดตุ๊บๆ บ่อยๆ ครั้งละ 4-72 ชั่วโมง อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนบ่อยร่วมด้วย ความรุนแรงของการปวดแต่ละครั้งต่างกันเวลาที่ปวดขึ้นอยู่กับสิ่งกระตุ้น บางรายมองเห็นแสงไฟแฟลชแวบเข้ามาในดวงตาก่อนเป็นอาการนำแล้วจึงปวด บางคนมีอารมณ์เครียดก่อนแล้วจึงปวดศีรษะ สิ่งที่กระตุ้นให้ปวดคือ ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มสุรา ทานผงชูรสมาก เนย นม ช็อกโกแลต ชา กาแฟ เสียงดัง แสงสว่างมาก เชื่อว่าเกิดจากหลอดเลือดภายในหรือภายนอกศีรษะหดตัวหรือขยายตัวมากเกินไป เพราะร่างกายของผู้ป่วยมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเหล่านี้มากเกินไป
การรักษา ควรพบแพทย์ ซึ่งจะตรวจสภาพร่างกายไม่พบสิ่งผิดปกติ ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการปกติ อาศัยเพียงประวัติจากการบอกเล่าของผู้ป่วยเท่านั้น แพทย์จะให้ยามารับประทาน เวลาปวดศีรษะให้ทานยาพาราเซตามอล แอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือยาที่แพทย์ให้มา หากมีอาการคลื่นไส้มากให้ทานยาแก้คลื่นไส้ และต้องดูแลตนเองให้พ้นจากสิ่งกระตุ้นให้ปวดศีรษะ คือ
  • ·        นอนพักผ่อนเพียงพอ เข้านอนเป็นเวลา ผ่อนคลายความเครียด
  • ·        ออกกำลังกายแต่พอเหมาะให้ร่างกายและจิตใจสดชื่น
  • ·        บริหารบ่าไหล่ให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ไม่เก็บสะสมกรดแลกติก
  • ·        หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ปวดศีรษะ ซึ่งต้องอาศัยความช่างสังเกตด้วยว่าจะปวดศีรษะเพราะอาหารชนิดใด จึงควรมีสมุดจดบันทึกว่าตนเองมีปัจจัยอะไรทำให้ปวดศีรษะบ้าง
  • ·        นอกจากนั้นควรพกยาติดตัวเวลาไปทำงานนอกบ้าน คนที่มีอาการรุนแรงแพทย์จะให้ยาป้องกัน